ตะกร้าของฉัน

ยังไม่มีรายการสินค้าในตะกร้า

ราคาสินค้า

฿ 0
coolsim
coolsim
Podcast
Live Streaming
Content
Playlist
เดอะบีสต์

เดอะบีสต์

อิ๊งค์ Eat All Around

27 ก.ย. 2563
ปลาหมึกยักษ์แกล้มพริกฮาลาเพญโญ่ดอง
แอนโชวี่(Anchovieสเปนกับมูสแตงกวาใส่ครีมชีส
คาร์ปาชโช่(Carpaccio) เนื้อ Black Angus
เนื้อสามอย่างจุ่มในชาบูนำมันเนื้อ
เนื้อสันในแองกัสนุ่มๆกับไข่แดงออร์แกนิก
อัญโญล็อตติ(Agnolotti) เกี๊ยวอิตาเลียนไส้ชีสบูราต้าราดซอสเห็ดพอร์ชินี
เนื้อวากิวฮอกไกโดเกรด A3 กับไข่หอยเม่น
ปลากะพงขาวกับข้าวผัดสเปนชาโคล
ซุปสมุนไพรไทยเคี่ยวกับผักต่างๆ
คอร์สเนื้อย่างสามอย่าง
พิซซามอร์ตาเดลล่า(Mortadella)
ผักสลัดเบบี้คอสจุ่มในน้ำมันเนื้อ
เนื้อวากิวญี่ปุ่นส่วนริบอายแค็ป(Ribeye Cap)
เนื้อวากิวโกเบส่วนสันนอก
เจอร์กี้(Jerky) ทำจากมันเนื้อซากะ(Saga)
กุ้งแม่น้ำสำหรับคนไม่กินเนื้อ
ซี่โครงแกะ
ไอศกรีมซอร์เบท(Sorbet) กับว่านหางจรเข้
ไอริชคอฟฟี่โรยหน้าด้วยผงไขมันเนื้อรมควัน
12.00 - 20.00 น. อังคาร-อาทิตย์
149 ถ.กำแพงเพชร 7 บางกะปิ ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
08-9716-2626
-
-
-
-

เดอะบีสต์

เดอะบีสต์(The Beast) อสูรกายที่รูปลักษณ์ภายนอกดูดุดัน แต่จิตใจข้างในกลับ อ่อนโยนละเอียดใส่ใจ นี่ไม่ใช่นิทานพื้นบ้านฝรั่งเศส แต่คือตัวตนของเชฟอ๊อฟ ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์(เขาบอกเองว่าให้มองหน้าเชฟสิ ฮ่าๆๆ) หนึ่งในเชฟกระทะเหล็กประเทศไทย ซึ่งมีประสบการณ์โลดแล่นในวงการอาหารแนวร่วมสมัยที่อเมริกาจนเชี่ยวชาญ ตอนนี้เชฟอ๊อฟเปิดร้านใหม่ซึ่งเข้ากับตัวตนของเขา โดยใช้ชื่อว่า เดอะบีสต์(The Beast)

คอนเซปต์ของเดอะบีสต์คือร้านเนื้อเน้นแต่เนื้อวัวชั้นเลิศ ผ่านการปรุงด้วยเทคนิคพิเศษล้ำลึกไม่เหมือนใคร เพื่อให้ผู้มาชิมได้รับประสบการณ์การกินเนื้อแบบใหม่ประทับใจมิรู้ลืม

ผมรู้จักกับเชฟอ๊อฟมานานนับปี จึงทราบดีว่าเขาคือผู้ใฝ่รู้ ค้นคว้าหาเทคนิควิธีการทำอาหารให้ออกมาตื่นตาตื่นใจมีเอกลักษณ์ได้โดดเด่นยิ่งนัก เหมือนนักมายากลชั้นแนวหน้าที่มีลูกเล่นแพรวพราวหาตัวจับยาก 

ที่ร้านเดอะบีสต์ก็เช่นกัน เชฟอ๊อฟศึกษากรรมวิธีการปรุงอาหารชองชาวมายาโบราณในอเมริกากลาง คิดสูตรผงทาเนื้อให้มีรสชาติอร่อย ตรงกันข้ามกับหน้าตาของเนื้อซึ่งมีผงดำๆสีไม่ชวนกิน 

ก่อนอื่นขอบอกทางไปร้านเดอะบีสต์ อยู่ที่เดียวกับร้านวังหิ่งห้อย ริมถนนกำแพงเพชร 7 เลียบทางรถไฟ ทางเข้าร้านอยู่ก่อนถึงแยกที่จะเข้าด้านหลังของ RCA นิดเดียว พอเลี้ยวเข้าไปแล้วให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปจอดรถด้านในสุดซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสนามฟุตบอลเล็ก ตัวร้านอยู่ในอาคารชั้นเดียวด้านซ้ายมือ

เมื่อต้นปีเชฟอ๊อฟเพิ่งประเดิมเปิดร้านได้ไม่นานก็ต้องหยุดไปเนื่องจากสถานการณ์โควิด ต้นเดือนกันยาฟ้าใสจึงกลับมาเปิดใหม่ ถือเป็นโอกาสอันดี เพราะตอนนี้สามารถมาชิมได้ตั้งแต่ช่วงเที่ยงไปจนถึง 2 ทุ่ม จากเดิมที่มีเฉพาะมื้อเย็น โดยไม่จำเป็นต้องมาเป็นหมู่คณะ เพียงแค่สองคนก็รับแล้ว โดยให้โทรไปจองก่อนที่ 08-9716-2626 ถ้ามีที่ว่างก็เข้าไปในวันนั้นได้เลย

ช่วงเริ่มผ่อนคลายให้นั่งในร้านในเดือนกันยายน เชฟอ๊อฟได้จัดเซ็ทเมนูพิเศษ ชื่อว่า รีเสิร์ฟ(Reserve) เป็นคอร์ส 11 จาน ในราคาหัวละ 2,900 บาท++ ไม่ต้องมัดจำล่วงหน้า ซึ่งอาจจะมีแค่ถึง 30 กันยายน ซึ่งใครที่ไม่กินเนื้อให้แจ้งล่วงหน้าตอนจอง เชฟอ๊อฟจะเปลี่ยนเป็นปลากะพงขาว กุ้งแม่น้ำ หรือซี่โครงแกะให้

การตกแต่งร้านเดอะบีสต์จะเน้นไฟสลัวค่อนข้างมืด มีม่านแดงทึบเป็นฉากหลัง รูปทรงโคมไฟแชนเดอเลียร์ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในปราสาทอสูรลึกลับ อีกฝั่งหนึ่งเป็นครัวเปิด โชว์ตู้สำหรับบ่มเนื้อ มีชิ้นเนื้อสเต๊กก้อนใหญ่ที่บ่มไว้หลากหลาย โดยตามปกติจะบ่มไม่เกิน 60 วัน 

เชฟอ๊อฟบอกว่าถ้าเปิดร้านเต็มที่เมื่อไหร่ ตรงทางเข้าห้องจะวางหม้อตุ๋นมันเนื้อกับเครื่องเทศสมุนไพรฝรั่ง ส่งกลิ่นหอมไปทั้งร้านกระตุ้นน้ำย่อย และมีลูกเล่นจุดเทียนเล็กๆทำจากไขมันเนื้อหอมฟุ้งบนโต๊ะกินข้าวอีกด้วย

เริ่มต้นคอร์สรีเสิร์ฟด้วยของกินเล่นเป็นคำๆ หรือ Amuse Bouche มีทั้งปลาหมึกยักษ์แกล้มมะเขือเทศและพริกฮาลาเพญโญ่ดอง ต่อด้วยแอนโชวี่(Anchovie)หรือปลาตัวเล็กดองน้ำเกลือจากสเปนกินกับมูสแตงกวาใส่ครีมชีส และคาร์ปาชโช่(Carpaccio) เนื้อ Black Angus อเมริกาชิ้นบางๆ แกล้มหอมเจียว กระเทียมชิปส์กรอบและชีสพาร์เมซานบางกรอบ

จากนั้นจึงจะถึงจานเรียกน้ำย่อย เป็นเนื้อ 3 อย่าง 3 คอร์ส เรียกว่าชาบู เชฟอ๊อฟมีลูกเล่น นำน้ำมันเนื้อมาทาหม้อที่จะจุ่มเนื้อทั้ง 3 ชนิดในน้ำชาบูซึ่งมีส่วนผสมของมันเนื้อและสาหร่ายคอมบุ และยังนำมันเนื้อมาตีเป็นน้ำสลัดวิเนเกรตอีกด้วย

เนื้อส่วนแรกคือเนื้อสันในแองกัสนุ่มๆกินกับไข่แดงออร์แกนิกสดๆ ต่อด้วยเนื้อแองกัสส่วนเซอร์ลอยน์กับไข่กงฟี(Confit)หอมกลิ่นทรัฟเฟิล ปิดท้ายคอร์สชาบูด้วยเนื้อวากิวฮอกไกโดเกรด A3 กับครีมไข่หอยเม่น ซึ่งมีผงทาเนื้อที่ได้แรงบันดาลใจจากชาวมายา ประกอบไปด้วย กาแฟ พริกปาปริก้ารมควัน ผงคาเคา ถ่านกัมมันต์ หรือ activated carbon กาบมะพร้าวรมควัน และเมล็ดยี่หร่าดำ

ระหว่างที่เสิร์ฟคอร์สเนื้อก็จะมีน้ำซุปสมุนไพรไทยเคี่ยวกับผักต่างๆในถ้วยน้ำชาให้ดื่มคู่กัน ซึ่งจะช่วยชูรสชาติของเนื้อให้หอมขึ้นเป็นทวีคูณ อีกทั้งยังมีผักสลัดเบบี้คอสหรือโรเมนจุ่มในน้ำมันเนื้อหอมเป็นที่สุด

ชิมไปหลายจานแล้ว เพิ่งจะถึงพระเอกเมนูหลัก คือบรรดาเนื้อชั้นเลิศ 3 ชนิดนำมาย่าง เริ่มด้วยเนื้อวากิวญี่ปุ่นจากเมืองโกเบ(เกรด A3) ส่วนริบอายแค็ป(Ribeye Cap) ที่หุ้มอยู่ด้านบนริบอาย โดยผ่านการเอจหรือบ่มนาน 100 วัน(ช่วงร้านปิด) รสชาติจึงเข้มข้นมาก ยิ่งได้ผงทาเนื้อสูตรเชฟอ๊อฟเข้าไปแล้ว ยิ่งหอมอร่อย แกล้มด้วยเห็ดดองกับไวน์ขาว ต่อด้วยเนื้อวากิวญี่ปุ่น A3 ส่วนสันนอกหรือสตริปลอยน์นุ่มๆ และมีทีเด็ดคือเจอร์กี้(Jerky) หมายถึงเนื้อเค็มอบแห้งแผ่นบางๆ ทำจากมันเนื้อซากะ(Saga) A4 หอมมันอร่อย แกล้มด้วยบีทรูท เปลือกแตงโมและแครอทดองน้ำส้มสายชู

จบมื้อนี้ด้วยไอศกรีมซอร์เบท(Sorbet) ล้างปากรสยูสุกับว่านหางจรเข้เพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัส และไอริชคอฟฟี่โรยหน้าด้วยผงไขมันเนื้อรมควันเข้ากันดี กินกับของหวานช็อกโกแลตบอนบอน(Chocolate Bonbons) เข้มๆ

คอร์สที่ผมชิมไปแล้วนี้คือตัวอย่างผลงานสร้างสรรค์ของเชฟอ๊อฟ ซึ่งในเดือนตุลาคมต้องติดตามกันว่าจะเป็นคอร์สอะไร ส่วนใครที่ต้องการคอร์สรีเสิร์ฟอลังการดั้งเดิมคนละ 4,590 บาท++ ก็เชิญสอบถามกันได้ นอกจากนี้ยังมีเมนู Wholesome อันหมายถึงสั่งได้เป็นจานๆแบบอลาคาท ให้เลือกอีกด้วย นอกจากจะมีเมนูสเต๊กต่างๆแล้ว สามารถสั่งเนื้อที่เอจหรือบ่มทั้งก้อนมาแบ่งกันได้ เช่นเนื้อ Porterhouse ชิ้นโต หนัก 1.4 กิโลกรัม(700 บาทต่อขีด) สำหรับ 3-4 คน เสิร์ฟพร้อมข้าวผัดมันเนื้อและสลัด

ขอเชียร์ให้ไปชิมคอร์สเนื้อตื่นตาตื่นใจของเชฟอ๊อฟผู้ไม่เคยทำอะไรธรรมดาๆ แต่ละวันมีจำนวนจำกัด รับรองว่าจะสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับลูกเล่นของเชฟอ๊อฟอย่างแน่นอน

Next song | -
Next song | -